Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

หูฟังมีกี่แบบ และ มีอะไรบ้าง ???



เนื่องมาจากปัจจุบันมีหูฟังหลากหลายรูปแบบมากมายตามแต่ที่ผู้ผลิตจะคิดค้น ขึ้นมา ซึ่ง ก็ทำให้ New Entry หรือ นักเล่นหน้าใหม่พากันสับสน งงงวย ว่าจะเลือกหูฟังยังไง ใช้แบบไหนดี และอย่างไรที่เหมาะกับตัวเราที่สุด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ผมจะแบ่งหูฟังออกเป็นกว้างๆก่อน 3 ส่วน โดยจะแย่งออกเป็น



- Full-Size
- Semi Full-Size
- Micro-Size


ทั้งสามส่วนคือกลุ่มของหูฟังในระดับใหญ่ ที่แบ่งตามขนาดของหูฟัง พูดง่ายๆคือ หูฟังทั้งหมดที่วางขายในโลกจะอยู่ใน 3 ส่วนหลักๆนี้ทั้งหมด ซึ่งในแต่ละส่วนก็แบ่งแยกออกเป็นลักษณะประเภทอย่าง Open Type , Semi-Open Type และ Close Type ขึ้นอยู่กับการ Design หูฟังแต่ละตัวที่ทางค่ายนั้นๆออกแบบมา ซึ่งลักษณะของหูฟังแบบต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการใช้งาน และเรื่องของเสียงด้วยครับ รายละเอียดปลีกย่อยเดี๋ยวผมบอกทีเดียวในแต่ละส่วนนะครับ เพราะทั้ง Full-Size , Semi Full-Size และ Micro-Size ก็ล้วนมีรูปแบบคล้ายๆกันทั้งหมดครับ



ทีนี้เรามาดูกันว่าในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง......




Full-Size

http://img.photobucket.com/albums/v322/rokuyon/mobiblu2_small.jpg 

เมื่อพูดถึง Full-size ก็ย่อมหมายถึงหูฟังที่มีขนาดใหญ่โต โดยอาจจะเป็นหูฟังที่มีลักษณะแบบครอบทั้งใบหู หรือแนบบนใบหูก็เป็นได้ ส่วนมากแล้วหูฟังแบบ Full-Size จะเหมาะสำหรับการใช้งานแบบส่วนตัวและอยู่กับที่ ไม่เหมาะสำหรับการพกพาไปไหนมาไหน ยกเว้นหูฟังที่ต้องใช้งานประเภท Monitor ทั้งหลาย บางตัวจำเป็นต้องพกไปใช้งานเวลาออกงาน PA แต่ก็ยังเป็นการพกพาเพื่อใช้ในสถานที่นั้นๆเท่านั้น
โดยปรกติแล้ว ผู้ผลิตมักจะแบ่งชนิดของหูฟังปลีกย่อยลงไปจากปรกติอีก ซึ่งนอกเหนือจากขนาดแล้ว ยังแบ่งตามความเหมาะสมในการใช้งานของหูฟังนั้นๆด้วย เช่น


~Studio Monitor~ 

มักจะเป็นหูฟังที่ให้เสียง Balance ที่ดี ไม่ค่อย Color มาก และชัดทุกย่าน ส่วนมากจะไม่เน้นเบสเป็นพิเศษ บางตัวเรียกว่าเบสหายไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหูฟังที่ออกแบบมาให้ใช้งานในส่วนไหน เพราะการใช้งานใน Studio มีตั้งแต่ การ Mix เสียง , งาน Stage หรือ PA ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเลยนะครับว่า หูฟังตัวนั้นตัวนี้ ใช้ได้เฉพาะงานนั้นงานนี้เท่านั้น บางทีก็ขึ้นอยู่กับคนใช้ด้วยครับ บางคนก็ชอบเสียงแนวนี้ บางคนชินกับสไตล์นี้ ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบของคนใช้ครับ โดยมากแล้วหูฟังแบบ Monitor มักจะเป็นลักษณะแบบ Close Type มีบ้างบางตัวที่เป็นแบบ Semi-Open แต่ก็ส่วนใหญ่แบบ Close จะถูกหยิบนำมาใช้มากกว่า เพราะบางทีก็จำเป็นต้องให้มันเก็บเสียงจากภายนอกในระดับนึงครับ หูฟังเด่นๆในตระกูลนี้ก็ได้แก่


Sony MDR-V6 
Sony MDR-7509 
AKG K240 
Sennheiser HD-25 
Sennheiser HD280pro 
Beyerdynamic DT770 , DT880 และ DT990 
Audio-Technica A900 , A950Ltd



~Hi-Fi~ 

ถือเป็นส่วนที่นิยมมากที่สุด เพราะนักฟังเพลงทั่วไปมักนิยมเลือกหูฟังในส่วนนี้ จะมีบางคนที่ชอบสไตล์เสียงที่ออกแนวแข็งๆและเป็นธรรมชาติ ก็จะเลือกหูฟังในแบบ Monitor มาใช้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกหูฟังแบบนี้ทุกคน และยังเป็นส่วนที่ทางผู้ผลิตให้ความสำคัญในการออกแบบมากที่สุด และยังเป็นส่วนที่มีตัวเลือกมากที่สุดในตลาดอีกด้วย หูฟังส่วนนี้เหมาะสำหรับฟังเพลงทั่วๆไป ไม่เหมาะใช้งานใน Studio เท่าไหร่ เนื่องจากบางตัวนั้นจะค่อนข้าง Color เกินกว่าความเป็นจริง แต่ความ color นี่แหละครับที่ทำให้ฟังเพลงแล้วไพเราะเสนาะหู โดยมากแล้วหูฟังสำหรับ Hi-Fi มักจะเป็นหูฟังแบบ Open Type เพื่อเพิ่มความรู้สึกโปร่ง และสามารถสัมผัสถึง Airy หรือ อาการที่มีอากาศไหลรอดผ่าน image ของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้น ทำให้ฟังเพลงแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น หูฟังเด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่

Sennheiser - HD595 , HD650 , Orpheus
Grado - SR60 , SR225 , RS1 , GS1000 , MS-1 , MS-2 , MS-Pro
Audio-Technica - AD2000 , W5000 , L3000
AKG - K701
STAX - LAMPDA , OmegaII


นอกจากนี้แล้ว ยังมีหูฟังที่ Design มาเฉพาะทางอย่างเช่น Multimedia Headphone ประเภทที่สามารถแยกเสียงออกเป็น Multi Channel ได้ อย่างหูฟัง Creative HQ-2300D ที่ใช้ระบบ Dolby Headphone พร้อม Driver หูฟัง 3 Driver แยกเป็น Tweeter , Mid-Range และ Bass ซึ่งจะมีตัวควบคุมในการแยกสัญญานให้เป็น 5.1 Channel มาพร้อมใน set ด้วย อันที่จริงแล้วในตลาดก็ยังมียี่ห้ออื่นๆที่ทำออกมาแข่งขันกันอย่างเอาเป็น เอาตายอีกด้วย อย่างเช่น Exsound Starfish 7.1 , Zalman 7.1 ที่มีราคาถูกกว่า HQ-2300D ( แต่คุณภาพเสียงยังด้อยกว่าหน่อย ) อีกทั้งยังมีหูฟังประเภท Wireless หรือไร้สาย ออกมาด้วย แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ เนื่องจากมีราคาสูง และคุณภาพเสียงยังไม่คุ้มต่อราคา

นอกเหนือจากยี่ห้อที่กล่าวมา ยังมีอีก Brand หนึ่งที่มุ่งเน้นในตลาดนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง Brand นั้นก็คือ Ultrasone ที่มาพร้อมเทคโนโลยี S-logic ข้อแตกต่างของ Ultrasone กับยี่ห้ออื่นๆคือ Ultrasone ไม่ได้เน้นในเรื่องของ Multi Channel ดังนั้นจึงไม่มี Adaptor ในการแปลงสัญญานแถมมาให้ด้วย แต่จะไปเน้นในเรื่องการออกแบบให้หูฟังสามารถสร้างมิติกว้างขวางโดยไม่ต้อง ใช้เครื่องแปลงให้เสียเวลา ดังนั้นหูฟังของ Ultrasone ที่มี S-Logic แปะอยู่ ก็จะให้เสียงได้รอบทิศทางเหมือนกับในโรงหนัง โดยที่เป็นเสียงรอบทิศทางที่เป็นธรรมชาติกว่าของพวกหูฟังแบบ 5.1 Channel ครับ

หูฟังประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีห้องกว้างๆและอยากดูหนังระบบ 5.1 แบบเต็มอิ่มและไม่รบกวนใคร







Semi Full-size


http://www.hifi.com.tw/images/product/ath_esw9demo_2.jpg


หูฟังแบบ Semi Full-size จะเป็นหูฟังที่มีขนาดเล็กกว่า Full-Size พอสมควร เป็นหูฟังที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถพกพาไปฟังข้างนอกบ้านได้โดยสะดวก เท่าที่ผมเคยอ่านมารู้สึกว่า ตัว Semi Full-Size นั้น จะปรากฏโฉมครั้งแรกพร้อมกับ player ในระดับตำนานอย่าง Sony Walkman รุ่นแรกเลยครับ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาออกมาเรื่อยๆตามลำดับ จนปัจจุบันนั้น ถือว่าหูฟังแบบ Semi Full-Size มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกมากมาย ซึ่งจุดเด่นของ Semi Full-size ก็คือ ให้มิติใกล้เคียงกับความเป็น Full-Size แต่สามารถติดตัวไปไหนมาไหนได้แบบสบายๆ บางรุ่นออกแบบ Case ใส่ออกมาได้ดีมากๆ ทำให้การพกพายิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น

การแบ่งแยกหูฟังในส่วนนี้ จะแยกตามรูปแบบการ design ของหูฟัง โดยส่วนใหญ่จะแยกออกเป็น





Street Style / Earpad Headphone ( On The Ear ) 


โดยปรกติแล้ว หูฟังประเภท Street Style กับ Earpad Headphone จะถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะลักษณะที่แท้จริงของ Street Style คือ ต้องเป็นหูฟังที่มีก้านเชื่อมหูฟังทั้งสองข้างอ้อมไปทางด้านหลังหัว หรือที่เรียกกันว่า “ Neckband ” ในขณะที่ตัว Earpad Headphone จะเป็นก้านแบบคาดหัวที่เรียกกันว่า “ Headband ” แต่ปัจจุบัน ผู้ผลิตเริ่มนำมาใช้เรียกรวมๆกันว่าเป็น Street Style ทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงผมว่า ควรจะเรียกแยกออกจากกันจะดีกว่า เพราะรูปแบบมันไม่ได้เหมือนกันเอาซะเลย และถ้าเรียกแยกจากกัน ผมว่า เวลาพูดถึงหูฟังทั้งสองอย่างจะทำให้อีกฝ่ายที่เราคุยด้วย เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม เรียกรวมๆกันแบบนี้บางทีก็สับสนเหมือนกันนะครับ

หูฟังแบบ Street Style ผมยังหาข้อมูลจุดเริ่มต้นงาน design แบบนี้ไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวเท่าที่ค้นหาหลักฐานย้อนหลังมา เชื่อว่า น่าจะเป็นการพัฒนามาจาก Clip-Ear มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาจาก Earpad Headphone ถึงแม้ว่าหูฟังแบบ Semi Full-Size ที่กำเนิดมาครั้งแรกจะเป็นแบบ Earpad Headphone ก็ตาม ซึ่งถ้าดูจากวิธีการใส่ของหูฟังแบบ Street Style หลายๆคนก็คงเข้าใจว่าทำไมผมถึงคิดเช่นนั้น

ส่วนมากหูฟังแบบ Street Style จะเหมาะกับงานประเภท Outdoor หรือ การออกกำลังกายมากๆ เพราะหูฟังจะล๊อคติดกับหูเราได้แน่นสนิท เวลาที่เราออกกำลังกายทั่วๆไปอย่างเช่น จ๊อคกิ้ง , ขี่จักรยาน และอื่นๆ ตัวหูฟังจะไม่หลุดออกง่ายๆ ผิดกับหูฟังประเภท Earpad Headphone ที่เน้นการใช้งานในลักษณะที่นุ่มนวลกว่านั้น และมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่านั้น เนื่องจากจุดอ่อนของการคาดหัวแบบ “ Headband ” ที่ถ้าเกิดมีการเคลื่อนไหวมากๆ อาจจะหลุดได้ง่ายๆ ถึงแม้จะออกแบบให้รัดได้แน่นแค่ไหน ก็ยังคงสู้การล๊อคเข้าที่ก้านหว่างหูแบบ Street Style ไม่ได้ครับ ดังนั้น หูฟังแบบ Earpad Headphone จึงเหมาะจะใช้เวลาเดินทางไปไหนมาไหนแบบสบายๆ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า , นั่งรถเมล์ หรือเดินบนท้องถนนทั่วๆไป หูฟังเด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่


KOSS - Portapro , Sportapro ( ตัวนี้สามารถเปลี่ยนเป็น Street Style และ Earpad ได้ )
Audio-Technica - ESW9 , ES7
Grado - iGrado
AKG - K412p






Clip-On / Clip-Ear



หูฟังแบบ Clip-On หรือ บางคนเรียกว่า Clip-Ear จะมีลักษณะใกล้เคียงกับหูฟังแบบ Street Style มากกว่าพวก Earpad Headphone เพราะมีส่วนก้านล๊อคเข้าที่ก้านหูคล้ายๆกับของ Street Style เพียงแต่จะไม่มี Neckband อ้อมไปด้านหลังคอ เพราะต้องการให้ใส่แล้วรู้สึกแบบเบาสบายไม่เกะกะ โดยมากหูฟังประเภทนี้จะค่อนข้างล๊อคติดแนบแน่นกับหูเราพอสมควร ดังนั้นบางคนจึงใช้ในการออกกำลังกายทั่วไปด้วย ข้อดีอีกอย่างคือมันพกพาง่ายกว่าพวก Street Style หรือ Earpad Headphone เพราะไม่มีก้านที่ต้องพับให้วุ่นวาย มีเพียง Driver ซ้ายและขวาเท่านั้น ตัว Clip-On จึงมีผู้นิยมในระดับนึงทีเดียว ส่วนยี่ห้อและรุ่นที่เด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่

KOSS - KSC35 , KSC75
Audio-Technica - EM9r , EM9d , EM700ti


และด้วยอนิงสงค์ของ iPOD และ PMP Player ที่สามารถดูหนังแบบพกพาไปไหนมาไหนได้ ทำให้มี Earpad Headphone และ Street Style สำหรับการชมภาพยนตร์ออกมาด้วย ซึ่งแน่นอน เป็นตัวที่มาจากค่าย Ultrasone เช่นเดิม โดยตัวที่เด่นของทาง Eadpad Headphone ของค่ายนี้ก็คือ HFI-15G ส่วนตัวที่เป็น Steet Style ก็เป็น iCAN





Micro-Size

หูฟังประเภท Micro Size เป็นหูฟังที่ถูกพัฒนาลงมาจาก Semi Full-size เพื่อให้สามารถพกพาได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้องตลาดปัจจุบันถือได้ว่าเป็นหูฟังที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดใน บรรดาหูฟังทุกประเภท และมียี่ห้อที่หลากหลายมากที่สุด แต่ก็เป็นหูฟังที่ทำให้มีคุณภาพดีได้ยากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะขนาด Transducer ที่เล็กมาก และระยะที่ใกล้ชิดกับหูมากๆ ทำให้การออกแบบเพื่อได้มิติที่ดีนั้นทำได้ยากมากเลยทีเดียว ดังนั้นหูฟังที่เด่นๆจริงๆจึงมีเพียงไม่กี่ยี่ห้อ และไม่กี่รุ่น

หูฟังแบบ Micro-Size นั้นสามารถแยกย่อยออกมาได้ 3 ประเภทหลักๆ โดยแบ่งออกเป็น Earbud , In-Ear และ Hybrid ซึ่งเป็นหูฟังที่ผสมผสานระหว่าง In-ear และ Earbud เข้าด้วยกัน ดังนั้นเรามาเริ่มกันที่หูฟังที่เป็นที่นิยมที่สุดในท้องตลาดขณะนี้ก่อนเป็น อันดับแรกครับ





Earbud

 
หูฟังแบบ Earbud ถือว่าเป็นหูฟังสำหรับผู้เริ่มต้นในยุคนี้เลยทีเดียว เพราะ player ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาด มักจะแถมหูฟังแบบ Earbud มาพร้อมเสร็จสรรพในชุดอยู่แล้ว กระทั่งพวก Handfree ที่ใช้กับมือถือทั้งหลายก็ยังใช้หูฟังแบบ earbud เป็นตัวยืนพื้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงหูฟังคนส่วนใหญ่ย่อมนึกถึง earbud ก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ก็อย่างที่ผมเกริ่นไว้ก่อนแล้ว หูฟังแบบ Earbud นั้นถือว่าเป็นหูฟังที่ออกแบบให้ดีได้ยากมากๆ เพราะข้อจำกัดในเรื่องขนาดและระยะของเสียงจาก Driver ไปยังแก้วหูนั้น มันใกล้มากเกินไป ดังนั้นหูฟังโดยทั่วๆไปที่วางขายกันอยู่โดยเฉพาะของ no name หรือของจีนแดง มักจะให้เสียงที่ไม่ดีจนคนที่ไม่ได้มีหูทองก็สามารถแยกออกได้ง่ายๆ แถมคุณภาพการผลิตก็แย่ ใช้งานได้ไม่เท่าไหร่ก็มักจะพังเอาง่ายๆ ไม่สายขาดในก็ driver หลุดออกมาจาก Housing ดังนั้นการเลือกหูฟังประเภทนี้ควรดูพวก Brand ที่มีชื่อเสียงไว้ก่อน และค่อยลองฟังเสียงก่อนจะตัดสินใจซื้อมาก เพราะจะช่วยให้อัตราการเสี่ยงที่เจอหูฟังด้อยคุณภาพลดลงไปเยอะครับ หูฟังในส่วนนี้ที่เด่นๆก็มี


Sennheiser MX400 , MX500, MX90VC 
Sony MDR-E888 
Yuin PK3 , PK2 และ PK1
Audio-Technica CM700 , CM700ti
Soken AS-800


จะว่าไป ตลาดหูฟังของ Earbud ผมถือว่าเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เรียกได้ว่านำหน้าตลาดของหูฟังในส่วนอื่นๆเลยทีเดียว เนื่องจากหูฟังประเภทนี้ หาซื้อง่าย ราคาถูก และมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก แถมยังคุ้นเคยเพราะอยู่คู่กับเครื่องเล่นแบบพกพามาช้านาน คนที่ใช้ก็สบายใจมากกว่าจะใช้เป็นพวกยัดหูแบบ In-ear เพราะบางคนจะค่อนข้างกลัวเรื่องเอาหูฟังยัดเข้าไปลึกๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว หูฟังแบบ Earbud ที่ใช้ๆกันก็จะเป็นหูที่แถมมากับเครื่องเล่น MP3 ทั้งนั้นแหละครับ

และด้วยความที่เป็นหูฟังที่อยู่ในตลาดมาช้านาน ดังนั้น มันก็ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า “ ของในตำนาน ” ครับ

ถ้าจะพูดถึงหูฟังที่เหมาะจะใช้คำว่าตำนานของระดับ Full-Size ก็คงจะเป็นหูฟังที่เลิกผลิตไปแล้ว แถมยังหาซื้อได้ค่อนข้างยากด้วย เช่น

- สาย Sony ก็จะเป็น Sony CD3000 , Sony Qualia 010 และ Sony R10
- สาย Grado ก็น่าจะเป็น Grado PS-1 , PS-2 และ Grado HP-1000
- สาย Audio-Technica ก็จะเป็น ATH L3000 และ ATH W2002
- สาย Sennheiser ก็คงเป็น Orpheus ตัวเดียวเลยล่ะครับ
- สาย AKG ก็เป็น AKG K1000 และ AKG K340

แต่ถ้าเป็นระดับ Earbud ก็คงจะต้องยกให้ Sony กับ Aiwa ที่เป็นเจ้าผู้ครองตลาดสมัยเทปเพลงยังโด่งดังกับเครื่องเล่นพกพาที่เรียกกันว่า ซาวน์อะเบ้าท์ หรือ Walkman นั่นแหละครับ ซึ่งทั้งคู่ก็มีหูฟังที่เรียกว่า “ทรงคุณค่า” อยู่คนละตัวคือ

- Sony MDR E-484
- Aiwa HP-V99 , Aiwa HP-D9

ผมเองก็เคยฟังแค่ตัวเดียว นั่นก็คือ E-484 ซึ่ง ถ้าจะพูดกันเฉพาะเนื้อเสียง จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Westone UM2 ครับ แต่ในแง่ของมิตินี่ ไม่เหมือนใครเลยครับ เพราะให้ image ใหญ่ soundstage กว้าง และมีความเป็น 3 มิติเอามากๆ แต่ติดตรงเสียงกลางจะขุ่นๆนิดแต่ก็ไม่หนักหนาเท่า UM2 เพระาอย่างน้อยย่านสูงก็ยังมีความใสกว่าครับ ส่วน Aiwa นี่ยังไม่กล้าฟันธง เพราะตัวที่เคยลองเก่าไปนิดนึงครับ ต้องของลองดูตัวที่สภาพสมบูรณ์กว่านี้อีกหน่อยค่อยว่ากันใหม่


อีกตัวนึงของ Sony ที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน ( หรือหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว ) ก็คือ Sony MDR-E888 ครับ ตัวนี่จะให้เสียงที่หวานใสและเบสนุ่ม เหมาะสำหรับฟังเพลง Pop และเพลง Jazz เอามากๆครับ ปัจจุบันเห็นว่ากำลังจะเลิกผลิตแล้ว เพราะจากอดีตที่เคยมีเวอร์ชั่นอย่าง Made in Japan แล้วก็กลายมาเป็น Made in China จนตอนนี้ผมเจอแบบ Made in Thailand แล้วครับ คาดว่าคงได้หายไปจากตลาดในไม่ช้านี้ เพราะมีรุ่นน้องคนใหม่อย่าง Sony EX90 ขึ้นมาแทนที่แล้วครับ ใครอยากได้ก็รีบๆหาซื้อมาเก็บไว้แล้วกันครับ

ในส่วนของ Micro-size นั้น นอกจากจะมี Earbud แล้ว ก็ยังมีอีกส่วนที่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงในขณะนี้ นั่นก็คือ IEM หรือ หูฟังแบบ In-ear นั่นเองครับ





In-ear ( IEM )


เป็นหูฟังที่เหมาะสมกับการใช้งานยุคปัจจุบันที่สุดแล้วครับ และยังเป็นหูฟังมาแรงทุกขณะ จนแทบจะทุกค่ายต่างก็พากันผลิตหูฟังประเภทนี้ครับ ที่สำคัญ ช่วงหลังๆมานี่ Mp3 Player ยี่ห้อต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนมาแถมเป็นหูฟังแบบ In-ear กันเป็นส่วนใหญ่เลยครับ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะแทนที่ earbud ได้อย่างสมบูรณ์เลยทีเดียวเชียวครับ

หูฟังประเภท In-ear นั้น แรกเริ่มเดิมที ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานใน Studio , Stage และ PA เป็นหลัก เพราะความที่มันมีระบบ isolation หรือ การเก็บเสียงที่ดี เหมาะสำหรับใช้งานที่ที่อึกทึกเอามากๆเลยทีเดียว ดังนั้นในยุคแรกๆมันจึงได้ใช้ชื่อว่า IEM หรือ In Ear Monitor นั่นเอง เพราะส่วนใหญ่เค้าจะเอามาใช้งานด้านเสียง มากกว่าเอามาฟังเพลง โดยผู้ผลิตเจ้าแรกๆก็คงจะเป็น Shure นี่แหละครับ ซึ่งทางในตอนนั้นทาง Shure ก็ได้ว่าจ้างบริษัท Westone ให้ผลิตหูฟังในชื่อว่า Shure E1C ออกมา และต่อมาในภายหลัง Westone ก็ออกหูฟังของตัวเองในชื่อ UM1 และ UM2

หลายๆคนมักจะกลัวว่า หูฟังแบบ In-ear จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าหูฟังประเภทอื่น แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงความอันตรายนี่ ก็พอๆกันทุกแบบแหละครับ ขึ้นอยู่กับการใช้งานมากกว่า ถ้าเปิดดังเกินไป ไม่ว่าจะหูฟังแบบไหนมันก็สร้างปัญหาให้กับเราได้ทั้งนั้นแหละครับ ผมว่า แบบ In-ear จะปลอดภัยกว่าหน่อยด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ต้องเปิดเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้างเรา ทำให้เราฟังเพลงได้เพราะขึ้นโดยไม่ต้องเปิดเสียงดัง หูเราก็จะอยู่คู่กับเราไปได้อีกนานเลยล่ะครับ หูฟังที่เด่นๆในส่วนของ In-ear ก็จะมี

Ultimate Ears - Super.fi 3 live , Super.fi 4 , Super.fi 5 pro และ Triple.fi 10 pro
Westone - UM2
Shure - E3C , E4C , E5C และ SE530
Etymotic - ER4P, ER6i
Creative - EP630
Philips - SHE9700
Sennheiser - CX300 , CX500
Crossroad - Mylarone X3
Soundmagic - PL11, PL12 , PL30
SONY - MDR-EX500 , MDR-EX700
Jays - qJAYs
Altec-Lensing - IM716

นอกเหนือจากหูฟังในแบบ Mass Production แล้ว ยังมีหูฟัง In-ear แบบที่ Build by order ในลักษณะที่เป็นหูฟังแบบพอเหมาะพอเจาะกับหูของเราเป๊ะๆ ในชื่อว่า Custom In-ear ซึ่ง ตอนนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในระดับนึงเลยทีเดียว เพราะหูฟังแบบนี้จะเสียบเข้าพอดีกับหูเราและจะค่อนข้างเก็บเสียงได้ดีกว่าพวกที่ใช้ Housing แบบ Universal ที่วางขายในท้องตลาดทั่วๆไป

แต่เนื่องจาก Custom In-ear มีราคาสูง ฟังได้แค่คนเดียว แถมยังขายต่อไม่ได้อีก ทำให้คนที่นิยมก็ยังอยู่กันในแค่วงแคบๆเท่านั้นครับ เห็นว่าอีกไม่นานจะมีหูฟังแบบ Custom ของคนไทย ก็หวังว่าจะออกมาไม่แพง และช่วยให้คนที่เล่นหูฟังมีทางเลือกมากขึ้นนะครับ




การเลือกซื้อหูฟังซักตัว นอกเหนือจากเรื่องเสียงและ Design แล้ว เราก็ควรจะดูด้วยครับว่า ส่วนใหญ่เราใช้งานในลักษณะไหน เช่น ออกนอกบ้านบ่อยๆ ใช้ข้างนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรใช้หูฟังแบบ Semi-Fullsize หรือ Micro-Size ไปเลย หรือ ถ้าอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ก็น่าจะหา Full-size ดีๆซักตัว ใส่สบายๆจะดีกว่าครับ จริงๆของพวกนี้ก็ไม่ได้มีกฎกำหนดตายตัวว่าจะใช้อะไรแบบไหนที่ไหนยังไง เพราะผมยังเคยเห็นคนใส่ Full-Size เดินขึ้นรถเมล์หน้าตาเฉย แต่ถ้าเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เราจะมีความสุขกับการฟังเพลงได้มากกว่าครับ



http://g7-g7.blogspot.com/2008/12/blog-post_10.html

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

HISTORY HEADPHONE

ประวัติหูฟัง

สวัสดีครับ วันนี้เรามารู้จักประวัติของหูฟังกันดีกว่าครับ โดยประวัตินี้ผมได้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวรวมทั้งข้อมูลเท่าที่พอจะหาได้ (ข้อมูลหายากมากทั้งเวบไทยเวบเทศ) และได้ลองเล่าให้เพื่อนๆ หลายๆ คนได้ฟัง เขาก็เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เล่น gadget ทั้งใหม่และเก่าครับ จึงได้เรียบเรียงเขียนมาให้อ่านกันครับ

แต่ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าข้อมูลหายากจริงๆ ข้อมูลบางส่วนอาจจะผิดพลาดไปจากที่หลายๆ ท่านได้รู้มา ถ้ามีตรงไหนไม่ตรงตามความเป็นจริงรีบท้วงเลยนะครับ ผมจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง (ผมถือคติว่า ไม่มีใครรู้อะไรทั้งหมด เราอาจรู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้ เขาอาจจะรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ^_^)

เริ่มเลยแล้วกันครับ


1. กำเนิด Full size

เท้าความในสมัยที่มีการเริ่มประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ เอดิสันได้ประดิษฐ์สิ่งของมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องบันทึกเสียง และเครื่องเล่น อุปกรณ์ต่างๆ ได้ถูกพัฒนาไปอย่างมากมาย กลายเป็นเครื่องเล่นตามบ้าน มีการสร้างลำโพงตั้งโต๊ะ ยุคสมัยเริ่มต้นจริงๆ ของหูฟังน่าจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีความต้องการใช้หูฟังในวงการทหาร (เพื่อฟังเสียงวิทยุต่างๆ) จึงได้มีการพัฒนาหูฟังกันขึ้นมา โดยนำดอกลำโพงขนาดย่อมๆ 2 อัน มาใส่กับที่คาดผม ซึ่งเป็นที่มาของ "หูฟัง Full size"

ในตอนแรกยังไม่มีฟองน้ำ เราเรียกว่า Full size แบบเปิด มีแต่ไดรเวอร์แปะกับหูโดยตรงเท่านั้น ตอนหลังจึงมีฟองน้ำให้ใส่สบายไม่ล้า และช่วยกันเสียงภายนอก เราเรียกกันว่า Full size แบบปิด หูในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะมีโครงเป็นเหล็กเพราะต้องการให้ทนทานเมื่อเวลาใช้ในสงคราม จึงทำให้มีน้ำหนักค่อนข้างหนัก หลังจากเสร็จศึกสงคราม กลุ่มบริษัทต่างๆ ที่ได้ผลิตหูฟังให้กับการทหารก็เริ่มมาทำในเชิงพาณิชย์มากขึ้น
กลุ่มประเทศที่เริ่มทำ Full size ก่อนน่าจะเป็นยุโรป เพราะวิทยาการขณะนั้นก้าวล้ำไปกว่าอเมริกาและเอเชียมากนัก ตอนหลังอเมริกาจึงไล่มาทันและแซงไปในที่สุด ฉะนั้นถ้าว่ากันตามแหล่งกำเนิด Full size ดีๆ มักจะผลิตจากยุโรปแทบทั้งนั้น (เพราะเขาทำมาก่อนน่าจะมีความเชี่ยวชาญมากกว่า) ตัวอย่างเช่น Sennheiser Ergo เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าที่อื่นทำไม่ดี แต่ถ้าว่ากันถึงส่วนใหญ่ หูฟัง Full size ดีๆ มักมีแหล่งผลิตจากยุโรป
2. กำเนิด Ear bud

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ญี่ปุ่นต้องพัฒนาตัวเองอย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอด ได้มีการปฏิวัติการพัฒนาเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นก็คื่อเครื่องเล่นเทปแบบพกพา โดยเจ้าของโซนี่เป็นผู้คิดค้น พอคิดค้นได้ก็ต้องมีหูฟังมาใช้ร่วมกัน

ตอนแรกก็นำเอา Full size มาใช้ แต่ด้วยน้ำหนักที่มาก ดูเทอะทะ จึงได้ทำการลดขนาดให้เล็กลง แต่ยังใช้ที่คาดแบบที่คาดผมอยู่ (เป็นต้นกำเนิดของหูฟังกึ่ง Full size ในปัจจุบัน) มีการทำตัวพับได้ออกมาขายด้วย แต่ขนาดนั้นก็ยังใหญ่เกินไปถ้าจะพกพา จึงได้มีการลดขนาดให้ไดร์เวอร์เล็ก และทำให้ใส่ในรูหูได้พอดี ซึ่งกว่าจะออกแบบ
มาได้โซนี่ได้ลองผิดลองถูกตั้งนาน เป็นที่มาของหูฟัง "Ear bud"

คนที่ผลิต Ear bud เป็นคนแรกก็คือโซนี่ อาจจะมีคำถามว่าแล้วทำไมในช่วงนั้น ยุโรป กับอเมริกาไม่ทำตาม มีเหตุผล 2 ประการคือ
- หนึ่งคือเขาค่อนข้างดูถูกคนญี่ปุ่นคิดว่าไม่ได้เรื่อง เหมือนของเด็กเล่น (สมัยนั้นไทยเราก็ยังดูถูกเขาอยู่เลย ถ้าเป็นของญี่ปุ่นกระจอก ต้องเป็นของอเมริกาถึงจะดี)
- สองเสียงที่ได้แย่กว่า Full size มาก เขาจึงไม่คิดจะทำกัน ปล่อยให้ญี่ปุ่นพัฒนาไปตั้งไกลแล้วจึงค่อยเริ่มทำตาม
ฉะนั้นถ้าว่ากันตามแหล่งกำเนิดแล้ว หูฟัง Ear bud ดีๆ ส่วนใหญ่จึงมาจากญี่ปุ่น (เพราะเขาทำมาก่อน เป็นต้นแบบ) ตัวอย่างเช่น Sony , Aiwa เป็นต้น
3. กำเนิด In ear
ยุคสมัยเพลงเบ่งบานในอเมริกา (ประมาณปี 1950-1980) ได้มีการทำเพลงออกมามากมาย มีเพลงออกมาหลากหลายสไตล์ ทำให้อเมริกาก้าวล้ำเรื่องเพลงไปมากกว่ายุโรปและประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว การบันทึกเสียงเพื่อทำเทปก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าคนที่เคยอยู่ในห้องซ้อม หรือห้องอัดจะรู้ดีว่าเสียงในห้องอัดค่อนข้างดัง ถึงดังมาก มีเสียงกวนกัน ทำให้เล่นผิดจังหวะ มือกลองที่ต้องคุมจังหวะส่วนใหญ่จึงต้องใส่ Full size แบบปิดเพื่อกันเสียง และก็ได้ฟังจังหวะที่ถูกต้อง

แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ที่ความใหญ่ใส่ไม่สะดวก นักร้องหรือ นักกีตาร์ จะใส่ไม่ถนัด จึงมีการคิดค้นหูฟังขนาดเล็กที่สามารถกันเสียงได้ และได้ยินเสียงที่ชัดเจน จึงได้ทำหูฟังเลียนแบบหูฟังของคนหูตึง หูฟัง "In ear" จึงกำเนิดขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผลิตมาเพื่อห้องอัดเท่านั้น เมื่อนักฟังเพลงได้เห็นนักดนตรีใช้จึงเอาแบบอย่างบ้าง In ear จึงได้เริ่มมีการผลิตมาเพื่อฟังเพลงมากขึ้น

แต่ด้วยการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะมีพื้นที่ขนาดเล็ก ไดร์เวอร์ก็ต้องเล็กตาม และการที่จะทำให้เสียงดีได้นั้นไม่ง่าย ราคาจึงค่อนข้างแพงกว่าหูฟัง 2 กลุ่มที่ผ่านมาแล้วอย่างมาก อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาหนักอกแก่ผู้พัฒนา In ear อย่างมากก็คือเสียงที่ได้ค่อนข้างแคบ เพราะตอนแรกตั้งใจจะทำเพื่อใช้ในสตูดิโอเท่านั้น (ต้องการแค่กันเสียง กับให้เสียงที่ชัดเจน) ไม่ได้ทำมาเพื่อใช้ในการฟังเพลง จึงต้องการแก้ปัญหากันตรงนี้

ด้วยกายภาพของ In ear มีพื้นภายในน้อยมาก การจะทำให้เสียงกว้างจึงเป็นงานหินทีเดียว มีการพยายามหาจุกโฟมหลายๆ แบบเพื่อให้เสียงโปร่งขึ้นไม่อึดอัด มีการแถมจุกโฟมหลายๆ แบบเพื่อให้เลือกใช้ตามความต้องการ ในที่สุดก็ได้มาจบตรงการใส่ไดร์เวอร์เพิ่มเพื่อให้เสียง และช่วงเสียงกว้างขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมา เพราะพื้นที่มีค่อนข้างน้อย และระยะทางถึงแก้วหูค่อนข้างสั้น ทำให้เสียงของแต่ละไดร์เวอร์ตีกันเอง (เรียกว่า Cross over) จึงต้องมีการทำภาคแก้ไข Cross over ออกมาด้วยสำหรับหูฟัง In ear ที่มีตั้งแต่ 2 ไดร์เวอร์เป็นต้นไป นั่นเป็นเหตุผลทำให้หูฟัง In ear ที่มีหลายๆ ไดร์เวอร์ ก็แพงกว่าแบบธรรมดาหลายเท่าตัวเช่นเดียวกัน

ได้มีการนำ In ear ไปใช้ในงานคอนเสิร์ตต่างๆ ด้วย (เสียงในคอนเสิร์ตค่อนข้างดัง และฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง) นักร้อง นักดนตรีจึงต้องใช้ In ear ช่วย แต่ก็เกิดปัญหาในเรื่องของการใส่แล้วหลุดบ่อยบ้าง ยังไม่สามารถเก็บเสียงได้ดีที่สุดบ้าง นักร้อง นักดนตรีจึงได้สั่งทำ In ear ที่มีขนาดพอดีกับหูตัวเองออกมา เป็นการเฉพาะ เราเรียกกันว่า In ear custom (คล้ายๆ กับนักกีตาร์เก่งๆ ก็ได้มีการสั่งให้บริษัทกีตาร์ผลิตกีตาร์ในแบบที่ตัวเองต้องการออกมา เรียกว่า Guitar custom เมื่อมีคนสนใจจึงเริ่มทำออกมาขาย เรียกว่า Guitar signature)

เมื่อคนไปดูคอนเสิร์ตเห็นก็อยากจะใช้บ้างจึงเริ่มมีการทำขาย แต่ราคาก็ต้องแพงกว่าปกติถึงหลายเท่า (กีตาร์ก็เหมือนกันถ้าเป็น signature แล้วจะแพงกว่ารุ่นคล้ายๆ กัน 4-5 เท่าตัวทีเดียว ผมว่าน่าจะแพงค่าลายเซ็น 555) แต่สำหรับ นักร้อง นักดนตรี ราคาก็ไม่ได้ถือว่าแพงมากมายอะไร เพราะเขาถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน (ไมค์ตัวละ 500,000 เขาก็ซื้อใช้มาแล้ว) แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปยังอยู่ในกลุ่มแคบๆ เพราะมีราคาค่อนข้างแพง และไม่สามารถใช้ร่วมกันคนอื่นได้

คนที่เริ่มผลิต In ear ก็คืออเมริกา ฉะนั้น In ear ดีๆ จึงมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด (เพราะเขาทำมาก่อน เป็นต้นแบบ) เช่น Shure , UE , UM เป็นต้น

จากที่เขียนมาตั้งยืดยาวจะเห็นได้ว่า การจะบอกว่า Full size , Ear bud , In ear อะไรดีกว่ากันคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละตัวมีจุดกำเนิด และการใช้งานไม่เหมือนกัน อยู่ที่เราจะเลือกใช้ (เหมือนกับรถ มีทั้งรถเก๋ง รถกระบะ รถมอไซค์ มันก็อยู่กับสถานการณ์ว่าจะต้องใช้อะไร ไปซื้อของใกล้ๆ ใช้มอไซค์ ใช้รถยนต์เปลืองน้ำมัน หาที่จอดยาก ไปเที่ยวมีของด้วยใช้กระบะ เข้าเมือง ติดต่อธุระใช้รถเก๋ง) ถ้าเดินทางผมใช้ In ear ถ้าอยู่บ้านทำงานเดินไปเดินมาใช้ Ear bud ถ้าต้องการเสียงคุณภาพกันสุดๆ ผมใช้ Full size ครับ

หวังว่าคงไม่น่าเบื่อเกินไปนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ